รายละเอียดบทความ

การทำ skin testing สำหรับเด็กที่เป็นภูมิแพ้

คิดว่ามีแม่หลายท่านที่มีลูกเป็นภูมิแพ้ น่าจะอยากรู้เรื่อง SKIN TEST ค่ะ  เพราะก้ออยากรู้เหมือนกันว่าที่ลูกของเราแพ้โน่น แพ้นี่เยอะๆ จริงๆ แล้วเค้าแพ้อะไรบ้าง

 

การทำ skin testing มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยอาการแพ้ซึ่งสามารถช่วยวินิจฉัยอาการแพ้ที่เกิดจาก ยา อาหาร พืช เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ขนสัตว์ เชื้อราบางชนิด อาการแพ้ที่เกิดมักเป็นอาการแพ้ทางผิวหนังเช่น ผื่น คัน บวม แดง และอาการทางระบบเดินหายใจ เช่น อาการหายใจลำบาก เป็นต้น โดยมีวิธีที่ใช้ในการตรวจหลายรูปแบบ

 

สำหรับดิฉันเคยพาลูกสาวคนโตไปทำ skin test มาแล้วถึง 2 ครั้งค่ะ  เด็กเล็กต้องทำที่แผ่นหลังนะคะ  ผู้ใหญ่ถึงทำที่ท่อนแขนค่ะ  วิธีการที่ลูกสาวเคยไปทำมาก้อคือ  คุณหมอจะเอาปากกาขีดเป็นตารางช่องๆ ที่หลังของเด็ก  เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นหลายๆ ส่วน  แต่ละส่วนก็จะทดสอบการแพ้สารแต่ละชนิด  แล้วคุณหมอก้อจะเอาพลาสติกปลายแหลมไปจุ่มกับสารที่อาจจะก่อให้เกิดการแพ้แต่ละชนิด  แล้วก้อเอามาสกิดที่ผิวหนังบริเวณแผ่นหลังของเด็ก  โดยแยกเป็นช่องๆ  1 ช่อง ก้อทดสอบการแพ้ 1 อย่างค่ะ  หลังจากนั้นก้อรอเวลานิดนึงให้สารก่อให้เกิดปฎิกริยากับผิวหนังก่อน  ประมาณ 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมงนี่แหละนะคะถ้าจำไม่ผิด หลังจากนั้น  คุณหมอก้อจะมาดูว่าผิวหนังมีปฏิกริยาต่อสารแต่ละอย่างอย่างไรบ้าง  อันไหนแพ้ก้อจะเห่อๆ แดงๆ หรือเป็นผื่น  แพ้มากก้อเห่อมาก  แพ้น้อยก้อเห่อน้อย 

 

เนื่องจาก skin testingเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยโรคและยังอาจเกิดอันตรายหากผู้ที่ได้รับการตรวจเกิดอาการแพ้สารที่นำมาตรวจดังนั้นการทำ skin testing จึงควรทำภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากระหว่างการทำ skin testing หากเกิดอันตรายจะได้แก้ไขได้ทันที ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้, ผู้ที่มีประวัติการแพ้ที่รุนแรงไม่ควรทำ skin testing เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และผู้ที่มีการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาที่ควบคุมอาการภฺมแพ้ เช่น Zyrtec เป็นต้น ซึ่งยาอาจมีผลรบกวนการตรวจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้

 

แต่จากประสบการณ์ของดิฉันแล้ว skintest ให้ผลที่ไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่ค่ะ  เพราะพาลูกไป test มา 2 ที่  ออกผลไม่เหมือนกันเลยค่ะ  ผลแน่นอนสู้การเจาะเลือดไปทดสอบการแพ้ไม่ได้ค่ะ  แต่ถึงจะเป็นการเจาะเลือดไปตรวจการแพ้ก้อเถอะค่ะ  ผลที่ได้ก้อไม่ได้ออกมา 100% นะคะ  ไอ้อันที่ขึ้นว่าแพ้  ก้อแสดงว่าแพ้แน่นอนค่ะ  แต่ไอ้อันที่ไม่ได้ขึ้นว่าแพ้  จริงๆ แล้วก้ออาจจะแพ้ได้ค่ะ  เพราะคุณหมออธิบายว่าที่มันไม่ขึ้นผลว่าแพ้  อาจจะเป็นเพราะเด็กไม่เคยทานหรือสัมผัสสิ่งนั้นมาก่อน  ก้อเลยจะไม่เกิดปฏิกริยาว่าแพ้ในการทดสอบค่ะ  ดังนั้นคุณแม่จึงต้องพึ่งตัวเองด้วยนะคะ  โดยการช่างสังเกตว่าลูกเราแพ้อะไรบ้าง  ที่สำคัญอย่าลองอะไรใหม่ๆ ให้ลูกหลายอย่างพร้อมกัน  เพราะเวลาแพ้เราก้อจะไม่รู้ว่าลูกเราแพ้อะไรนะคะ  ลองของใหม่ทีละอย่างจะเป็นการดีที่สุดนะคะ

 

อยากจะบอกว่าที่เขียนมาเนี่ย  เล่าจากประสบการณ์นะคะ  ไม่ได้เป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้แต่อย่างใด  คุณแม่จึงควรหาความรู้เพิ่มเติมโดยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเป็นการดีที่สุดค่ะ

 

ผู้ลงบทความ : mammygracy